slothis · ไทย

รีวิวใช้ชีวิตที่เชจู 1 ปี พร้อมทริคที่ควรรู้

2023-04-09 · อัปเดต: 2026-08-11 · ต้นฉบับ (ภาษาเกาหลี)

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเกาหลีโดยใช้ AI ช่วย อ่านต้นฉบับภาษาเกาหลี →

ฉันลองไปใช้ชีวิตที่เกาะเชจู (Jeju) มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2020 จนถึงพฤศจิกายนปี 2021 ช่วงแรกๆ ฉันทำงานที่บ้านเลยขลุกอยู่ที่เชจูแทบจะตลอดเวลา แต่พอเดือนสิงหาคมฉันย้ายงานและปล่อยห้องให้เพื่อนเช่าต่อ ถ้าจะพูดให้ถูกเป๊ะๆ ก็คงไม่ถึง 1 ปีเต็มซะทีเดียว ถึงอย่างนั้น แม้จะไม่ได้ถึงขั้นเป็นคำแนะนำอะไรมากมาย แต่ก็พอจะแชร์สิ่งที่รู้สึกได้ เลยขอถือโอกาสสรุปและเขียนแยกเป็นหัวข้อต่างๆ ไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน

รถยนต์คือของมันต้องมีที่เชจู

ถ้าใครเคยมาเที่ยวเชจูคงจะรู้ดีว่า ถ้าไม่มีรถเนี่ยใช้ชีวิตลำบากมาก ถ้าคุณกะจะหมกตัวอยู่แค่ในละแวกที่พักไปวันๆ ก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าต้องออกไปซูเปอร์มาร์เก็ตหรืออยากแวะไปเที่ยวตามที่ต่างๆ บ้าง รถยนต์คือสิ่งจำเป็นสุดๆ

บางคนอาจจะคิดเช่ารถที่เชจูเอา แต่ส่วนตัวฉันแนะนำให้เอารถมาจากโซล (Seoul) ดีกว่า แน่นอนว่าถ้าคุณเป็นคนรักรถมากๆ ก็ไม่แนะนำให้เอามาเพราะต้องเจอทั้งลมทั้งไอทะเล แต่คนแบบนั้นก็คงไม่มาอยู่ยาวเป็นปีหรอกมั้ง ถ้าเอารถมาเองก็ต้องหมั่นล้างรถที่เครื่องล้างรถอัตโนมัติบ่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นรถหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า พอมาอยู่เชจูก็จะเก่าเร็วมาก

ถ้าตัดสินใจจะเอารถมา แนะนำให้ขนสัมภาระพวกเสื้อผ้าใส่รถให้เต็มที่แล้วส่งผ่านบริการขนส่งรถยนต์ (탁송) ไปเลย ส่วนตัวเราก็นั่งเครื่องบินแยกไป พอลงเครื่องปุ๊บก็รับรถได้ทันที บริษัทขนส่งเขาจัดการตารางเวลาให้ลูกค้าพร้อมเดินทางหรือไปเที่ยวต่อได้เลย ไม่ต้องกังวลจุกจิก ใช้บริการขนส่งไปเถอะ ค่าใช้จ่ายอิงตามเรตปี 2023 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 KRW ต่อเที่ยว

รถยนต์สีขาวจอดอยู่หลังป้ายห้ามจอดในลานจอดรถที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

จอดรถที่สนามกีฬาฮัลลา

บางทีก็มีเหตุให้ต้องบินกลับไปโซลแป๊บๆ จะเอารถไปจอดที่สนามบินก็สู้ราคาค่าที่จอดไม่ไหว แพงจนท้อ เวลาแบบนี้ฉันจะเอารถไปจอดที่ลานจอดรถของสนามกีฬาฮัลลา (Halla Gymnasium ในตัวเมืองเชจู) แล้วค่อยนั่งแท็กซี่หรือรถบัสไปสนามบินเชจู แน่นอนว่าพอจอดฟรี ที่จอดก็เลยแทบจะไม่มี ต้องไปตั้งแต่เช้ามืดหรือไม่ก็ไปสแตนด์บายรอเสียบ แต่ลานจอดมันกว้างนะ รอไปรอมาเดี๋ยวก็มีที่ว่างโผล่มาสักที่แหละ

ถ้าใครเคยไปที่สนามกีฬาจะรู้ว่า บางจุดก็แอบงงๆ ว่าตรงไหนคือที่จอดรถ ตรงไหนคือถนน สิ่งที่ต้องระวังเลยคือแถวนั้นมีสถานีดับเพลิงอยู่ ถ้าเผลอไปจอดในเขตของดับเพลิงล่ะก็ อาจจะโดนทั้งใบสั่งและโดนลากรถได้เลย

เรื่องงานบริการ ต้องยกให้โซล

พอต้องนั่งทำงานที่เชจูยาวๆ โดยไม่มีโต๊ะเก้าอี้ที่เหมาะสม ร่างกายก็เริ่มประท้วงจนต้องไปออกกำลังกาย ฉันจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว (PT) ซึ่งราคาก็เท่ากับที่โซลเลย แต่รู้สึกว่าทักษะการสอนของเทรนเนอร์จะอยู่แค่ระดับจูเนียร์เมื่อเทียบกับมาตรฐานโซล โดยเฉพาะเรื่องอาการบาดเจ็บนี่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เวลาถามอะไรไปก็ชอบเปิดเน็ตหาคำตอบมาตอบจนแอบระแวง

พอลองไปกินอาหารตามร้านที่เขาว่าอร่อย (ส่วนใหญ่เป็นร้านพาสต้า) รสชาติก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าแถวซอแรมาอึล (Seorae Village) หรือยอนนัมดง (Yeonnam-dong ในโซล) เลย แต่ราคาดันแพงกว่าตั้งประมาณ 5,000 KRW แอบคิดว่าเพราะวิวสวยหรือเปล่านะ แต่ถ้าเป็นเรื่องราคาที่ดิน มันจะแพงไปกว่าโซลที่ขึ้นชื่อว่าที่ดินแพงหูฉี่ได้ยังไง อาหารเชจูที่ไม่ใช่อาหารทะเลหรือปลาดิบ ส่วนใหญ่มักจะทำเอาผิดหวัง

ถ้าเป็นเรื่องงานบริการที่ใช้คนทำ โซลกินขาดอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องพูดถึงความคุ้มค่าเลย เพราะคุณภาพก็สู้โซลไม่ได้ ฉะนั้นตอนที่มาอยู่ 1 ปี ฉันเลยแนะนำให้ลดการเข้าคอร์สหรือใช้บริการอะไรพวกนี้ที่เชจูให้น้อยที่สุดดีกว่า

ลู่วิ่งสองเครื่องในฟิตเนสที่มีวิวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะนอกหน้าต่าง

หาที่พัก เลี่ยงตัวเมืองเชจูและซอกวีโพ

คนที่มาอยู่เชจูแบบ 1 เดือนหรือ 1 ปี ส่วนใหญ่น่าจะมาเพราะอยาก Work from home หรือไม่ก็ลางานมาพักผ่อนชิลๆ แต่ถ้าคุณไปเช่าบ้านอยู่ในตัวเมืองเชจู (Jeju City) หรือซอกวีโพ (Seogwipo City) ความชิลที่ว่านั้นแทบจะหาไม่ได้เลย อารมณ์เหมือนไปเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เดินวนอยู่แค่ในห้างสรรพสินค้านั่นแหละ

ค่าเช่าในตัวเมืองเชจูกับซอกวีโพจะถูกกว่าหน่อย ห้องก็เล็กกว่า แถมวิวก็มีแค่วิวภูเขาฮัลลาซาน (Mt. Halla) มาเชจูทั้งที หน้าบ้านต้องเป็นทะเล หลังบ้านต้องเป็นภูเขาสิ หรือไม่งั้นก็เข้าไปอยู่ในป่าเขา สัมผัสความเงียบสงบจนถึงขั้นโดดเดี่ยวไปเลย

ถ้ามาคนเดียว ลองหาห้องแบบสตูดิโอ หรือห้องแบบ 1.5 ห้องนอนดู ถ้าหาได้ในราคาไม่เกิน 500,000 KRW ถือว่าได้ราคาดีเลยล่ะ แต่ถ้ามาเป็นครอบครัว แนะนำให้เช่าบ้านเป็นหลังไปเลย เพราะมีเด็กๆ มาด้วย ได้อยู่บ้านที่เด็กๆ วิ่งออกไปเล่นสนุกได้ตลอดเวลาน่าจะดีกว่า โดยเฉพาะแถวใกล้ๆ ทะเลนี่แนะนำเลย ขอยืมคำพูดลูกสาวเพื่อนมาหน่อย น้องบอกว่าชอบมากที่ได้ว่ายน้ำเล่นที่ทะเลทุกวัน

ระบบ "ยอนเซ" (연세 - จ่ายค่าเช่ารายปี) ซึ่งมีแค่ที่เชจูนั้น เหมาะกับคนที่มาอยู่แบบ 1 ปีเต็ม ปกติแล้วยอนเซจะคิดค่าเช่าแค่ 11 เดือน แล้วแถมฟรีให้อีก 1 เดือนให้ครบปี ถ้าอยากประหยัดเงินก็ทำสัญญาแบบยอนเซไปเลย แต่ข้อเสียคือคุณจะหมดโอกาสย้ายไปลองใช้ชีวิตตามย่านต่างๆ ของเชจู ต้องลองถามตัวเองดูให้ดีๆ ว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหนที่เชจู จะได้ไม่มาเสียใจทีหลัง

นกตัวเล็กเกาะอยู่บนราวเหล็กนอกหน้าต่าง

ฤดูหนาวที่เชจู ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ด้วยความที่เชจูอยู่ทางใต้ หลายคนเลยคิดว่าหน้าหนาวคงจะอุ่นสบาย บอกเลยว่าถูกครึ่งผิดครึ่ง มันอุ่นกว่าและอยู่สบายกว่าโซลก็จริง แต่ลมแรงมากจนออกไปข้างนอกไม่ได้เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ว่าโดนธรรมชาติฟาดหน้ามันเป็นยังไง ลองเดินออกไปข้างนอกตอนหน้าหนาวดูสิ ต่อให้ใส่เสื้อหนาๆ ดึงหมวกมาปิดหน้ามิดชิดแค่ไหน ลมก็ยังตีจนน้ำตาไหลได้อยู่ดี สัมผัสได้แบบเต็มๆ

อีกเหตุผลที่ทำให้หน้าหนาวที่เชจูไม่หมูเลยก็คือ หิมะ แถวชายฝั่งหิมะจะตกน้อยและละลายเร็ว แต่ถ้าขึ้นไปแถบพื้นที่กลางเขา (중산간) ล่ะก็ บอกเลยว่าโดนฝังของจริง ไม่ว่าจะฝนหรือหิมะ ถ้าไปเจอแถวกลางเขา ต่อให้ปัดน้ำฝนเบอร์แรงสุดก็มองไม่เห็นทางข้างหน้า ยิ่งถ้าพักอยู่แถวซอกวีโพแล้วต้องขับรถข้ามภูเขาฮัลลาซานเพื่อไปสนามบินเชจูล่ะก็ อันตรายมากๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าจะมาเชจู อย่างอื่นไม่รู้ แต่แนะนำว่าต้องเปลี่ยนยางรถยนต์ก่อนมาเด็ดขาด

ตุ๊กตารูปตุ๊กตาหิมะวางอยู่บนเสาไม้โดยมีฉากหลังเป็นวิวปล่องภูเขาไฟที่ปกคลุมด้วยหิมะ

เชจูเป็นที่ที่สนุกกว่าที่คิด และก็น่าเบื่อกว่าที่คิดเหมือนกัน จากประสบการณ์ของฉัน ถ้าพยายามจะใช้ชีวิตให้เพอร์เฟกต์เกินไปมันจะเหนื่อยเปล่าๆ แค่ยอมรับในสิ่งที่ขาดหายและปล่อยวางลงบ้าง ที่นี่ก็เป็นที่ที่ทำให้คุณพอใจได้มากพอแล้วล่ะ


#อยู่เชจู1เดือน #จ่ายเองรีวิวเอง #อยู่เชจู1ปี #ใช้ชีวิต1ปี #ใช้ชีวิตที่เชจู1ปี #ทริคอยู่เชจู1ปี