ทัวร์มันตานานินานามุน โคตาคินาบาลู ทะเลสวยจนลืมเกาะอื่น
สิ่งที่น่าเสียดายตอนมาถึงโคตาคินาบาลู (Kota Kinabalu) คือทะเลไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้ (แต่ที่น่าเสียดายกว่าคือไอ้พวกเพื่อนตัวแสบไม่ยอมมาด้วย เลยต้องมาเที่ยวคนเดียว) ไม่ได้จะบอกว่าเกาะซาปี (Sapi) หรือเกาะมานูกัน (Manukan) ไม่ดีนะ แต่สำหรับทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ปะการังมันตายหมดแถมปลาก็เหลือน้อยนิด ไม่เหมือนที่เคยเห็นที่เซบู (Cebu) เลยแอบผิดหวังนิดหน่อย เมื่อวานผมก็เลยตัดสินใจจองทัวร์มันตานานินานามุน (Mantanani Nanamun) ซะเลย
ผมรู้กิตติศัพท์ของเกาะมันตานานิมาตั้งแต่ตอนหาข้อมูลก่อนมาที่นี่แล้ว ตอนแรกก็คิดว่าจะพุ่งไปตั้งแต่แรกเลยดีไหม! แต่ก็กลัวว่าเดี๋ยวไปที่อื่นแล้วจะไม่อิน ก็เลยรอแล้วรอเล่า เก็บไว้เป็นไฮไลต์ตู้มเดียวตอนจบ ซึ่งก็คือวันนี้นี่เอง ตอนนี้ก็เริ่มนับถอยหลังวันกลับประเทศแล้ว เลยยอมอนุญาตให้ตัวเองไปมันตานานิได้












พอเริ่มเหนื่อยกับการเดินทาง ในที่สุดก็มาถึงเกาะ
'ที่นี่คือเกาะมันตานานิเหรอ?'
ผมคิดในใจ แต่ก็ไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ ถึงอย่างนั้นทะเลก็สวยมากๆ และเกาะก็งดงามสุดๆ ไกด์ที่ขับเรือพาเรามาอย่างเมามันบอกว่าจะแวะพักที่นี่แป๊บนึงแล้วค่อยไปต่อ ดูจากที่มีคนขายน้ำขายขนมแล้ว ที่นี่คงไม่ใช่แค่จุดแวะพักธรรมดา ผมปูเสื่อที่เตรียมมาแล้วล้มตัวลงนอนเหม่อลอย ความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัว
'คนที่นี่คงดีเนอะ ได้ขายของไปมองทะเลสวยๆ แบบนี้ไป'
'หรือว่ามันจะน่าเบื่อเกินไปนะ?'
'พวกเขาจะอิจฉาฉันที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในออฟฟิศหรือเปล่านะ'
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวพร้อมกับซื้อน้ำมาจิบเพลินๆ แล้วก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อ


เรือจอดสนิท กัปตันที่ขับเรือมาอย่างซิ่งก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนเตรียมตัวลงน้ำ หลังจากผ่านเวลาอันยาวนาน ในที่สุดก็ถึงเวลาดำน้ำตื้นสักที สีของน้ำทะเลที่นี่ต่างจากเกาะซาปีและเกาะมานูกันอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่ ผมเองก็ตะโกนร้องดีใจแล้วกระโดดลงน้ำไปพร้อมกับพวกเขา
"นี่สิถึงจะเรียกว่าทะเล!!!"
กล้องแอคชั่นแคมที่พกมาดันงอแง เลยไม่มีวิดีโอเหลือรอดมาเลยสักคลิป แต่ผมรับประกันความสวยงามของทะเลแถวเกาะมันตานานิได้เลย แค่ได้เห็นทะเลสวยๆ แบบนี้โดยไม่ต้องสะพายถังออกซิเจน แค่นี้วันนี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว





ถึงจะไม่มีรูปกับวิดีโอ แต่หลังจากนั้นเราก็ได้ดำน้ำตื้นกันอีกรอบ จากตอนแรกที่ทุกคนว่ายไปมากันอย่างกระตือรือร้น ตอนนี้กลายเป็นลอยตัวตุ๊บป่องอยู่บนผิวน้ำแล้วมองดูปะการังกับปลาเฉยๆ ถึงแม้กว่าครึ่งของทัวร์นี้จะหมดไปกับการเดินทาง แต่ผมก็ไม่ได้บ่นอะไร เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ออกมาไกลขนาดนี้ ก็คงไม่ได้เห็นทะเลที่สวยงามแบบนี้หรอก




นั่งเรือโต้คลื่นกันมันส์ๆ อีกรอบก็มาถึงจุดกินข้าวเย็น รสชาติก็... ธรรมดาๆ ตามคาด แต่จะให้มองข้ามที่นี่ว่าเป็นแค่ 'ที่กินข้าวไม่อร่อย' ก็คงไม่ได้ เพราะวิวพระอาทิตย์ตกตอนกินข้าวมันสวยมากจริงๆ สวยจนไม่รู้ว่ากำลังกินข้าวหรือกินวิวพระอาทิตย์ตกกันแน่ เหมือนได้เติมพลังทางสายตามากกว่าทางปากซะอีก มีผู้บุกเบิกบางคนพกคัพนูดเดิลมาเติมน้ำร้อนกินด้วย (ที่นี่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขายด้วยนะ) ข้าวไม่อร่อย กลิ่นบะหมี่เตะจมูก และวิวพระอาทิตย์ตกสุดอลังการ เกิดมาเพิ่งเคยเจอส่วนผสมที่แปลกประหลาดแบบนี้เป็นครั้งแรก แต่มันก็รู้สึกดีมากๆ เลยล่ะ




พอฟ้ามืดสนิทก็ถึงเวลาไปหาเพื่อนหิ่งห้อยของเรา ซึ่งก็ต้องนั่งเรือไปอีกเช่นเคย ในชีวิตนี้จะมีวันไหนที่ได้นั่งเรือเยอะและนานเท่าวันนี้อีกไหมเนี่ย ไกด์อธิบายอนาคตของเราด้วยภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ แต่ชัดเจนมาก
"มัสคีโต้! ดินเนอร์ไทม์!!"
ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่ายุงเยอะมากจริงๆ ต้องทำใจไว้เลยว่าจะโดนกัดสักสามสี่ตุ่ม แถมถ้าทายากันยุงไปเยอะ หิ่งห้อยก็จะไม่บินเข้ามาใกล้ด้วย เลยต้องทาเฉพาะจุดที่ไม่อยากโดนกัดจริงๆ เท่านั้น หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวป้องกันกันอย่างเต็มที่ เรือก็ออกเดินทาง




ทัวร์นี้ออกเดินทางแต่เช้าตรู่และกลับมาถึงตอนประมาณ 3 ทุ่ม ถือเป็นทัวร์ที่แพงที่สุดในเจสเซลตันพอยต์ (Jesselton Point) แต่ถ้าใครมีเวลาอยู่โคตาคินาบาลูไม่นาน ผมว่าอย่าไปเสียเวลากับเกาะอื่นเลย ไปทัวร์มันตานานิดีกว่า เป็นทัวร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเจสเซลตันพอยต์แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมไปก็มีแค่อุปกรณ์ดำน้ำตื้น ยากันยุง หรือไม่ก็เตรียมใจไปโดนยุงกัด ถ้ากินอาหารท้องถิ่นไม่ค่อยได้ จะซื้อคัพนูดเดิลพกไปด้วยก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเพื่อนหรือครอบครัวที่จะมาเที่ยวด้วยกัน เพราะต่อให้ทัวร์จะดีแค่ไหน แต่ถ้ามาคนเดียวมันก็เหงาอยู่ดี
ค่าใช้จ่าย (ถ้าคิดแบบคร่าวๆ เอาไปคูณ 300 วอน จะได้เป็นเงินเกาหลี)
- ค่าเข้าห้องน้ำ RM 0.3
- ค่าเครื่องดื่ม RM 4
- สไปรท์, ขนม RM 8
- ค่าเหล้า RM 100
ค่าใช้จ่ายวันนี้ : RM 112.3
ค่าใช้จ่ายรวมตลอดทริป : 2,875,000 KRW + RM 2634.88