slothis · ไทย

รีวิวเที่ยวอุทยานแห่งชาติโจชัวทรี (Joshua Tree) แคลิฟอร์เนีย

2025-03-01 · ต้นฉบับ (ภาษาเกาหลี)

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเกาหลีโดยใช้ AI ช่วย ราคาในวงเล็บเป็นการแปลงโดยประมาณ อ่านต้นฉบับภาษาเกาหลี →


อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี... ถ่ายรูปป้ายทางเข้าไม่ทัน เลยได้รูปศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมาแทน

วันนี้เราจะไปกันที่อุทยานแห่งชาติโจชัวทรี (Joshua Tree National Park) ฟังดูเหมือนชื่อคน แต่จริงๆ แล้วตั้งตามชื่อต้นโจชัวทรีที่มีอยู่เยอะมากในแถบนี้ สำหรับเรามันก็ดูเหมือนทะเลทรายธรรมดาๆ แต่เขาบอกว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบกันของระบบนิเวศทะเลทรายโมฮาวี (Mojave) และทะเลทรายโคโลราโด (Colorado) เลยทำให้มีพืชและสัตว์หลากหลายสายพันธุ์มากกว่าทะเลทรายที่อื่น แต่จากรูปก็จะเห็นเลยว่านอกจากต้นโจชัวทรีแล้ว แทบไม่เห็นต้นไม้หรือสัตว์อื่นเลย ถึงอย่างนั้นตอนกลางคืนก็ได้ยินเสียงหมาป่าไคโยตี้หอนมาจากหลายทิศทาง แสดงว่าก็ไม่ได้ไร้สิ่งมีชีวิตซะทีเดียว

ตอนที่ค้นข้อมูลก่อนมา ฉันอ่านเจอว่าที่นี่เด่นเรื่องเส้นทางเดินป่าหลายเส้นทาง และเป็นจุดที่เหมาะกับการตั้งแคมป์ดูดาวมากๆ คนส่วนใหญ่นิยมขับรถบ้าน (RV) มาแคมป์ปิ้งกัน โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่นี่ดูดาวสวยมาก ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลย เพราะพอเป็นทะเลทราย กลางคืนก็จะมืดสนิทไม่มีแสงรบกวน ดาวคงจะสวยอลังการน่าดู

มีแผนที่แบบแผ่นพับแจกฟรีด้วย

ต้นพวกนี้แหละคือต้นโจชัวทรี



รูทที่เราวางแผนไว้คือการขับรถวนรอบใหญ่ โดยข้ามโซนแคมป์ปิ้งไป จุดแรกที่แวะคือ ฮิดเดนแวลลีย์ (Hidden Valley) เป็นเส้นทางเทรลสั้นๆ ที่มีก้อนหินยักษ์เรียงตัวกันเป็นหุบเขา ในแผนที่มีจุดนี้บอกไว้ชัดเจน และที่ไหนที่มีบอกในแผนที่ก็มักจะมีลานจอดรถให้จอดได้สบายๆ

การเดินในฮิดเดนแวลลีย์จะให้อารมณ์เหมือนปีนเขานิดๆ เพราะเป็นภูเขาหิน ถ้าไม่ใช้มือช่วยยันเลยก็อาจจะเดินลำบากหน่อย ดังนั้นใครที่เดินไม่ค่อยไหว แนะนำว่าอย่าฝืน แค่ยืนชมวิวตรงทางเข้าก็พอแล้ว

วิวตรงจุดเริ่มต้นของฮิดเดนแวลลีย์

ฮิดเดนแวลลีย์ (Hidden Valley)






ถัดมาคือเส้นทาง คีย์สวิว (Keys View) ตอนแรกนึกว่าจะชื่อ 'Kiss View' ซะอีก แต่จริงๆ คือ 'Keys View' ในมุมมองคนเกาหลีแบบเรา ถ้าชื่อ 'คิส' น่าจะฟังดูโรแมนติกกว่านะ จากบนเขานี้สามารถมองเห็นวิวได้กว้างไกลตั้งแต่แถบปาล์มสปริงส์ (Palm Springs) ไปจนถึงทั่วทั้งอุทยาน แคลิฟอร์เนียไม่เหมือนเกาหลีตรงที่มองเห็นเส้นขอบฟ้าได้ชัดเจนจากทุกที่ แค่ขึ้นที่สูงนิดเดียวก็มองไปได้ไกลลิบ คีย์สวิวเดินง่ายมาก แถมขับรถขึ้นไปได้เกือบถึงจุดชมวิวเลย ไม่ว่าใครก็มาได้สบายๆ

ที่น่าเสียดายนิดหน่อยคือ เขาบอกกันว่าพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมาก แต่พวกเราที่มาแบบไปเช้าเย็นกลับ ขับรถวนรอบเดียว เลยอดเห็นวิวสวยๆ นั้นไป ถ้าใครวางแผนจะมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติโจชัวทรี ขอแนะนำให้เช่ารถบ้านมานอนค้างสักคืนนึง

สกัลร็อก (Skull Rock) ดูเหมือนหัวกะโหลกจริงๆ


ถนนเส้นนี้รถวิ่งค่อนข้างเร็ว เลยต้องให้คนไปยืนดูรถหน้าหลังให้ แล้วรีบวิ่งไปโพสท่าถ่ายรูปคู่กับต้นโจชัวทรีให้เสร็จภายใน 5 วินาที

การขับรถในอุทยานแห่งชาติโจชัวทรีนั้นง่ายมาก ฉันเลยได้สลับมาขับด้วย เป็นถนนสองเลนสวนกัน ทางตรงๆ ขับไม่ยาก แค่คอยคุมความเร็วก็พอ มือใหม่หัดขับก็น่าจะขับได้สบายๆ ใครที่เคยขับรถที่เกาหลีมาแล้ว มาขับที่นี่ได้ชิลๆ เลย


จุดสุดท้ายที่เราแวะคือ สวนกระบองเพชรชอลลา (Cholla Cactus Garden) สิ่งที่ดังพอๆ กับต้นโจชัวทรีก็คือเจ้ากระบองเพชรชอลลานี่แหละ มันขึ้นรวมกันเป็นดงเหมือนฟาร์ม ดูไปดูมาก็แอบขนลุกนิดๆ หน้าตามันดูทิ่มแล้วน่าจะเจ็บมาก เลยไม่กล้าเอามือไปแตะเลย เด็กเล็กๆ บางคนเผลอไปจับเข้าถึงกับร้องไห้จ้า ถ้าพาเด็กๆ มาด้วยต้องระวังให้ดี

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงดังขนาดนี้ แต่พอลองคิดดูว่าในทะเลทรายก็ไม่ได้มีอะไรให้โชว์เยอะนัก ก็พอจะเข้าใจได้ เขาบอกว่ามีสัตว์ที่กินกระบองเพชรพวกนี้เป็นอาหารด้วย แต่เราไม่เห็นสัตว์สักตัวเลย



ทางเข้าอุทยานแห่งชาติโจชัวทรีที่ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังภัยพิบัติ


พวกเราออกมาตั้งแต่เช้าตรู่และอยู่จนถึงเย็น แถมที่นี่ยังอยู่ไกลจากซานดิเอโก (San Diego) มากๆ เป็นทริปที่เหนื่อยเอาเรื่องทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ถ้ามีคนมาถามฉันว่าควรมาเที่ยวที่นี่ยังไงดี อันดับแรกเลยฉันจะแนะนำให้เช่ารถบ้านมานอนค้างสักคืน รองลงมาก็คือจองโรงแรมในอุทยานหรือ Airbnb แถวๆ นั้นนอนสักสองคืนกำลังดี

โดยเฉพาะการที่ได้มาในที่ที่ดูดาวสวยขนาดนี้ แต่กลับไม่ได้ดูดาวก่อนกลับ มันน่าเสียดายมากๆ นี่แหละคือเสน่ห์และความน่าเสียดายของการเดินทางแบบที่เหมือนจะมีเวลาเยอะแต่ก็ไม่เยอะ