รีวิวปีนเขาฮัลลาซาน 8 ชั่วโมง เส้นทางซองพันอัก-ควานอึมซา
น้องชายสองคนที่ออกกำลังกายและยกเวททุกวันมาหา พวกเขาตั้งใจมาปีนเขาฮัลลาซาน (ภูเขาที่สูงที่สุดในเกาะเชจู) ตั้งแต่แรก ผมเลยเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง เล่นจองคิวปีนเขาเผื่อผมมาเสร็จสรรพแบบนี้ก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน
และแล้วก็ถึงวันดีเดย์
ผมตื่นตอนตี 5 มาล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ ต้มน้ำร้อนใส่กระติกเตรียมไว้ต้มรามยอนกินข้างบน ขยี้ตาที่ยังงัวเงียแล้วสตาร์ทรถขับไปยังลานจอดรถซองพันอัก (Seongpanak) ทางไปซองพันอักไม่มีไฟถนนเลย มืดจนมองไม่เห็นอะไรข้างหน้า ทั้งง่วงทั้งมองไม่เห็นทาง ทรมานสุดๆ รถอายุ 15 ปีของผมครางหงิงๆ ค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไปกว่าครึ่งชั่วโมง พอไปถึงลานจอดรถก็แทบจะเต็มแล้ว ถ้าลานจอดรถซองพันอักเต็ม เราจะต้องขับไปอีก 10 กิโลเมตรเพื่อจอดที่ลานจอดรถของมหาวิทยาลัย โชคดีมากที่เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้น
มีไอ้คนนึงบ่นอุบตั้งแต่มาถึงเชจูว่าไม่มีหิมะเลยทั้งวัน แต่ที่ไหนได้ พอเริ่มเดินก็ต้องใส่ไอเซน (รองเท้าตะปูลุยหิมะ) ปีนขึ้นไปซะแล้ว ไอเซนกับไม้เท้าปีนเขาเป็นของจำเป็นมาก แต่ในกลุ่มเราสามคน มีคนนึงไม่มีไอเซน และอีกสองคนไม่มีไม้เท้า พวกมนุษย์ไม่เตรียมพร้อมเอ๊ย... อุตส่าห์มาถึงฮัลลาซานทั้งทีก็ยังทำตัวไม่พร้อมอีก
เราโชว์ตั๋วที่จองไว้ล่วงหน้าในมือถือและรับการตรวจอุปกรณ์ ทุกคนเดินหน้าอย่างกล้าหาญมุ่งสู่ภูเขาฮัลลาซานที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ถึงไม่มีไฟฉายก็อาศัยเดินตามหลังคนอื่นไปได้ แต่พอไม่มีมันก็ลำบากจริงๆ นั่นแหละ ตอนเห็นคนอื่นจัดเต็มอุปกรณ์ปีนเขา ผมยังเคยแซวเลยว่าจะไปเอเวอเรสต์เหรอ แต่วันนี้กลับรู้สึกเสียใจที่ไม่มีอุปกรณ์กับเขาบ้าง คนเกาหลีนี่ต้องพึ่งอุปกรณ์จริงๆ
เดินมาได้ประมาณชั่วโมงนึง ฟ้าก็เริ่มสว่าง พอเดินต่ออีกหน่อยพระอาทิตย์ก็ขึ้นเต็มดวง แสงสะท้อนจากหิมะจ้ามากจนต้องใส่แว่นกันแดดเดิน เรามุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกคือจุดพักพิงชินดัลแร (Jindallae Shelter) ซึ่งเอาจริงๆ มันไกลมาก เมื่อ 5 ปีก่อนตอนมาปีนผมรู้สึกว่าแป๊บเดียวก็ถึง แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิมะหรือสภาพร่างกาย เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที นี่ยังดีนะที่ช่วงนี้ทางไม่ชันมากเลยเดินสบายหน่อย ถึงจะเหนื่อยจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง แต่ความรู้สึกที่ได้เดินท่ามกลางป่าไม้มันก็ดีมาก



ถ้าไปไม่ถึงจุดพักพิงชินดัลแรภายในเที่ยงตรง จะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนยอดเขา แต่เพราะเราออกตัวกันแต่เช้า เลยมาถึงจุดพักพิงตอนเกือบๆ 9 โมง นั่นหมายความว่าเรามาถึงที่ที่สามารถนั่งพักและหาอะไรกินได้แล้ว ผมอยากกินรามยอนมาก แต่เขาบอกกันว่ารามยอนต้องไปกินบนยอดเขา ผมเลยไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่เคี้ยวช็อกโกแลตบาร์กร้วมๆ ไม่ได้เหนื่อยหอบแฮ่กๆ เหมือนตอนปั่นจักรยานขึ้นเขาแท้ๆ แต่ทำไมถึงรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงขนาดนี้ก็ไม่รู้
ในยุคโควิดแบบนี้ การมากินข้าวรวมกันหลายๆ คนในที่ร่มโดยไม่มีการตรวจยืนยันตัวตนมันก็แอบน่ากังวลนิดหน่อย แต่ตอนเข้ามาตอนแรกเขาก็เช็คทุกคนแล้ว คงไม่เป็นไรมั้ง
ได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังห้ามเข้าข้างในอยู่เลย แต่ตอนนี้อากาศหนาวแถมหิมะตกจนไม่มีที่นั่ง เขาเลยน่าจะเปิดให้เข้ามาพักได้ เดินขึ้นเขามานานๆ อุณหภูมิร่างกายก็พุ่งปรี๊ดจนต้องรูดซิปเสื้อแจ็คเก็ตลง แต่พอนั่งพักปุ๊บ อุณหภูมิก็ลดฮวบเลย พอได้เข้ามานั่งพักถึงได้รู้ว่า หน้าหนาวแบบนี้ยังไงก็ควรเปิดจุดพักพิงด้านในให้คนเข้ามาจริงๆ



แปลกมากที่พอเลยจุดพักพิงมา ทางก็เริ่มชันขึ้นและวิวก็ดูแห้งแล้งขึ้น แถมจากตรงนี้ไป เมฆจะลอยอยู่ใต้เท้าเราแล้ว ข้อดีนิดหน่อยหลังจากผ่านจุดพักพิงมาก็คือ เราจะได้เริ่มเดินโดยมียอดเขาฮัลลาซานอยู่ตรงหน้า ส่วนข้อเสียก็คือ ทำไมรู้สึกว่าภูเขามันไม่ใกล้เข้ามาเลยสักนิด ไม่รู้ว่าโดนเวทมนตร์อะไรหรือภูเขามันมีขา เดินเท่าไหร่ก็ไม่ใกล้ขึ้นเลย




พอถึงจุดที่รู้สึกว่าเดินต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ เราก็มาถึงยอดเขา ปากปล่องภูเขาไฟแพ็งนกทัม (Baengnokdam) ที่ผมเห็นเป็นครั้งที่สองนี้ขาวโพลนเหมือนซาลาเปาเลย หินที่โผล่มาให้เห็นประปรายดูเหมือนไส้ถั่วแดง สงสัยผมจะหิวจัดจริงๆ ปกติพอถึงยอดเขา ธรรมเนียมปฏิบัติคือต้องถ่ายรูปคู่กับป้ายหินที่สลักตัวอักษรจีนคำว่า 'แพ็งนกทัม' แต่ผมหิวเกินไปแถมคิวก็ยาวเหยียด
ผมกวาดสายตามองซ้ายมองขวา หาที่พอจะนั่งได้ แล้วรีบเทน้ำร้อนที่แบกใส่หลังคนอื่นมาลงในถ้วยรามยอน ไม่รู้ว่าเพราะได้กินเหนือม่านเมฆหรือเพราะเหนื่อยจัด มันถึงได้อร่อยขนาดนี้ จะบอกว่าเป็นรามยอนที่อร่อยที่สุดในชีวิตก็คงไม่เกินจริง ผมหยิบรามยอนคัพไซส์เล็กสุดมา ถ้าได้มาอีกคราวหน้าจะเอาถ้วยใหญ่มาแน่นอน อา... แต่ถ้าทำงั้นก็ต้องแบกน้ำมาเพิ่ม คงจะเหนื่อยกว่าเดิมสินะ
คนส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาถึงยอดเขาจะพกถุงขยะมาเองและเก็บกวาดของที่กินเสร็จแล้วกลับไปด้วย ถึงจะยังมีขยะชิ้นเล็กๆ ตกอยู่ตามพื้นให้เห็นเยอะพอสมควร แต่ก็โชคดีที่ยุคสมัยของการทำภูเขาให้เป็นกองขยะมันผ่านพ้นไปแล้ว ระหว่างทางที่เดินขึ้นมา ผมคอยเก็บขยะมาทีละชิ้นสองชิ้น เลยรู้สึกเหมือนปีนี้จะได้รับความโชคดี และได้รับพลังจากภูเขามากขึ้นไปอีก แนะนำให้ลองพกถุงซิปล็อคใบใหญ่ๆ มาใส่ขยะของตัวเองและเก็บขยะที่ถูกทิ้งไว้ดูครับ รู้สึกเหมือนดวงจะดีขึ้นเลย ต้องลองทำดูสักครั้งนะ






พักจนพอใจและกินจนอิ่มแล้ว เราก็เริ่มเดินลงทางฝั่งควานอึมซา (Gwaneumsa) เส้นทางควานอึมซาจะมองเห็นวิวหน้าผาฝั่งใต้ที่ดูยิ่งใหญ่อลังการเหมือนภูเขาซอรักซาน แต่เพราะเรากำลังเดินลง เลยพอใจกับการได้แอบมองเป็นระยะๆ ช่วงแรกของการลงเขา ทางชันมากจนเหมือนจะหน้าคะมำ คนที่ไม่ได้ใส่ไอเซนมานี่ลื่นไถลลงมาเหมือนเล่นสกีเลย รู้สึกเหมือนลงได้เร็วขึ้นก็เลยคิดว่าเดี๋ยวคงถึง แต่ทางมันไม่ยอมจบลงง่ายๆ เลย
ตอนขาขึ้นยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย การก้าวขาแต่ละก้าวมันช่างยากลำบาก ในทางกลับกัน ตอนขาลงการเดินมันง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ยอมจบสักทีจนเรี่ยวแรงหดหายไปหมด ในหัวเหลือแค่ความคิดที่ว่าอยากหยุดเดินแล้ว ลองเปรียบเทียบดูแล้ว ไม่ชอบทั้งคู่เลย...






ในที่สุดก็ถึงสักที จบลงแล้วหลังจากลืมตาตื่นตอนเช้ามืดมาถึง 10 ชั่วโมงเต็ม ใช้เวลาปีนเขาไปกว่า 8 ชั่วโมง ล่าสุดตอนเห็นจอนฮยอนมู (พิธีกรชื่อดัง) ไปปีนมา ผมยังคิดเลยว่า 'หมอนั่นต้องออกกำลังกายบ้างแล้วล่ะ' แต่สภาพร่างกายผมก็ไม่ได้ต่างกันเลย เหนื่อยสายตัวแทบขาด คำว่าหมดสภาพนี่เหมาะสุดๆ รองเท้าปีนเขาที่หยิบมาใส่ในรอบ 10 ปีก็คงหมดอายุขัย พื้นรองเท้าหลุดลุ่ยไปหมด ทั้งคนทั้งอุปกรณ์สภาพดูไม่จืด ใครมาเห็นคงนึกว่าเพิ่งไปใช้ชีวิตอยู่บนฮัลลาซานมาแน่ๆ
พอปีนเขาเสร็จ เราสามารถพิมพ์ใบประกาศนียบัตรได้ ถึงจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย แต่สำหรับคนที่ปีนขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเสียเงินเท่าไหร่ก็ต้องพิมพ์ออกมาเก็บไว้บูชาบนตู้ที่บ้านเหมือนเป็นสมบัติประจำตระกูล พอได้รับใบประกาศก็รู้สึกภูมิใจที่ทำสำเร็จนะ แต่ตอนนี้ขอไปอาบน้ำแล้วล้มตัวลงนอนก่อนเถอะ


