ทัวร์แม่น้ำใต้ดินปาลาวัน มรดกโลกที่อยากไปซ้ำ
ผลลัพธ์จากทัวร์เถื่อนครั้งแรกนั้นน่าพอใจมาก ทัวร์แม่น้ำใต้ดินที่เป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลยทำให้ผมคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง รถตู้ทัวร์ที่บอกว่าจะมาถึงตอน 8 โมงเช้าเหมือนเมื่อวาน พอถึงเวลาก็ยังไม่มา แต่ต่างจากเมื่อวานตรงที่คราวนี้ผมมั่นใจแล้วว่า 'ยังไงก็มาแน่ๆ' เลยนั่งรอด้วยใจที่สงบ ผ่านไปพักใหญ่รถตู้ก็มาถึง ในรถมีคนนั่งอยู่เยอะแล้ว แต่หลังจากรับพวกเราแล้ว รถก็ยังแวะอีกสามที่เพื่อรับคนจนเต็มเอี๊ยดถึงจะออกเดินทาง เรื่องพวกนี้ไปที่ไหนก็เจอได้ผมเลยไม่ได้ติดใจอะไร แต่ปัญหาคือสภาพถนนต่างหาก เหมือนเราต้องนั่งรถข้ามเขา รถวิ่งไปตามทางคดเคี้ยวอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ผู้หญิงผิวดำที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมเริ่มอาการไม่ค่อยดี คงเคยชินกับการนั่งรถบัสในยุโรปที่ขับแบบนิ่มนวล พอมาเจอการดริฟต์สไตล์เอเชียของจริงเข้า กระเพาะคงรับไม่ไหว เธอขอให้คนขับจอดรถกลางทาง แล้วรีบวิ่งไปอ้วกเอาข้าวเช้าออกมาจนหมด ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็อุทานออกมาเป็นภาษาของตัวเองประมาณว่า "โธ่... ทำไงดี..." พอเธอกลับมาด้วยท่าทางที่โล่งขึ้น ทุกคนก็ถามไถ่ด้วยภาษาของตัวเองว่าโอเคไหม หลังจากนั้นก็มีคนอ้วกตามมาอีกเรื่อยๆ จนรถต้องจอดพักอยู่หลายรอบ เป็นการเดินทางที่ยาวนานและสมบุกสมบันมาก แต่ผลลัพธ์คือมันกลายเป็นทริปที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผูกพันแบบสหายศึกและความมุ่งมั่น พอถึงจุดพักครึ่งทาง ทุกคนก็รอดชีวิตมาได้ (โดยไม่ได้อ้วกใส่รถ) แล้วก็หัวเราะร่วนกันออกมา




ผมนึกว่าเราจะได้ไปทัวร์แม่น้ำใต้ดินกันเลย แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ไกด์บอกว่าเราจะแวะทำกิจกรรมกันก่อนหนึ่งอย่าง กินข้าวเที่ยง แล้วค่อยไปดูแม่น้ำใต้ดิน พูดจบปุ๊บเราก็มาถึงจุดทำกิจกรรมพอดี การนั่งเรือนั้นฟรี แต่ถ้าจะเล่นซิปไลน์ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไหนๆ เดี๋ยวก็ต้องนั่งเรือตอนไปแม่น้ำใต้ดินอยู่แล้ว แถมไกด์ยังบอกอีกว่าถ้าเป็นเขา เขาจะเลือกเล่นซิปไลน์ พวกเราก็เลยเลือกซิปไลน์ อีกเหตุผลคือราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มมันแค่ประมาณ 10,000 KRW ซึ่งถือว่าไม่ได้แพงอะไรมาก




ทางเดินไปจุดเล่นซิปไลน์นั้นไกลมาก ไกลจนถึงขั้นที่พอเราเริ่มบ่นว่า 'นี่ต้องเดินไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย' ก็จะถึงพอดี แต่พอไปถึงก็เจอกับซิปไลน์ที่ค่อนข้างยาว ไม่ได้สั้นๆ เลย เราต้องโหนสลิงข้ามทะเลไปยังเกาะฝั่งตรงข้าม ซึ่งวิวสวยงามมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เล่นซิปไลน์ ความเร็วก็กำลังดี วิวสวย แถมลมยังพัดเย็นสบาย รู้สึกประทับใจสุดๆ อย่างในรูปคือถ้ามาเป็นคู่ก็จะได้โหนไปด้วยกัน พอใกล้จะถึงฝั่งเขาก็จะถ่ายรูปให้ ทำให้เราได้รูปสวยๆ กลับมาหนึ่งใบ แน่นอนว่าต้องจ่ายเงินประมาณ 10,000 KRW สำหรับค่าปริ้นต์รูป


หลังจากทุกคนทำกิจกรรมของตัวเองเสร็จเรียบร้อย เราก็เดินทางไปกินมื้อเที่ยงกัน เป็นอาหารแบบบุฟเฟต์ แต่รสชาติไม่ได้อร่อยเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศร้อนหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกเบื่ออาหารไปเลย แต่จุดกินข้าวนี้ค่อนข้างสำคัญนะ เพราะเราต้องขึ้นเรือไปแม่น้ำใต้ดินจากตรงนี้แหละ พอกินข้าวแบบลวกๆ เสร็จก็เลยเหลือเวลาอีกเยอะ ผมเลยได้นั่งคุยกับคนฟิลิปปินส์ที่ร่วมทริปมาด้วยกันตลอดทาง เขาบอกว่ามาจากคลาร์ก (Clark) ผมเลยถามว่าระหว่างที่นั่นกับที่นี่ ที่ไหนดีกว่ากัน เขาตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าปาลาวันดีกว่าแน่นอน เขาบอกว่าปาลาวันเป็นที่ที่คนฟิลิปปินส์เองก็นิยมมาพักผ่อนและฮันนีมูน ส่วนคลาร์กนั้นไม่มีอะไรให้ดูเลย แถมยังบอกอีกว่าถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นี่แหละคือที่สุดแล้ว พอได้ลองเที่ยวดูสองสามวัน ผมก็เห็นด้วยว่ามันจริง ผู้คนก็น่ารัก ไม่มีการตื๊อขายของ ถึงจะมีการฮั้วราคาหรือหลอกฟันราคาบ้าง แต่มันก็ยังอยู่ในเรทที่สมเหตุสมผลจนเรายอมเซย์เยสได้ง่ายๆ ก่อนหน้านี้ผมมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับฟิลิปปินส์เท่าไหร่ อาจจะเพราะเคยไปแค่เซบู (Cebu) กับมะนิลา (Manila) แต่พอได้มาปาลาวัน ความคิดผมก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงไม่กลับไปเซบูกับมะนิลาอยู่ดี


เรือที่จะพาไปแม่น้ำใต้ดินกำลังจอดรอผู้คนอยู่ เรือนี้จะไปส่งแค่ที่เกาะเท่านั้น



พอถึงเกาะก็มีป้ายประกาศแผ่นใหญ่ตั้งต้อนรับพวกเราอยู่ ทุกคนแวะแชะภาพกันตรงนั้นคนละรูปสองรูป ก่อนจะเดินตามทางทรายเข้าไปด้านในเกาะ เดินเข้าไปนิดเดียวก็จะเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วกับเกาะหินรูปร่างแปลกตา พอมองเห็นเรือแล่นเข้าออกอยู่ข้างใต้นั้น ก็เดาได้เลยว่าตรงนั้นแหละคือแม่น้ำใต้ดิน ขึ้นชื่อว่าแม่น้ำ ผมเลยลองแตะน้ำมาชิมนิดนึงว่ามันเป็นน้ำจืดหรือเปล่า แต่รสชาติมันก้ำกึ่งมาก จะว่าเค็มก็ไม่ใช่ จะว่าจืดก็ไม่เชิง แต่ความจริงที่เพิ่งมารู้ทีหลังตอนฟังไกด์อธิบายก็คือ ในถ้ำมีมูลค้างคาวเยอะมากแถมยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่ถูกค้นพบ เขาเลยห้ามไม่ให้สัมผัสน้ำเด็ดขาดเพื่อสุขอนามัยที่ดี... ㅠㅠ



พอไปถึง รับหมวกกันน็อกกับเสื้อชูชีพเสร็จ ระหว่างที่กำลังรอคิว จู่ๆ ฝนก็ตกลงมา โชคดีที่ป่าแถวนี้ค่อนข้างทึบ พอไปยืนหลบตามต้นไม้ก็เลยกลายเป็นร่มกันฝนธรรมชาติไปเลย เวลาได้เห็นธรรมชาติสวยๆ แบบนี้ มันทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ยืนดูฝนตกใต้ต้นไม้เพลินๆ เขาก็เรียกคิวพวกเราพอดี เจ้าหน้าที่อธิบายข้อควรระวังแบบสั้นๆ แล้วก็เร่งให้เรารีบเข้าไปข้างในเพราะฝนตก ดูจะรีบกว่าพวกเราซะอีก ข้อห้ามเวลาอยู่ข้างในก็คือ ห้ามส่งเสียงดังแบบ "ว้าว~" หรือเอามือไปจับน้ำจับหิน คงเพราะมันเป็นมรดกทางธรรมชาติที่เปราะบาง แถมยังเป็นถ้ำด้วย เลยต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ แต่พอเข้าไปจริงๆ กลายเป็นว่าไกด์เสียงดังและเล่นมุกเยอะกว่านักท่องเที่ยวซะอีก



เครื่องบรรยายเสียงที่ให้ใส่หูฟังมีภาษาเกาหลีด้วย ผมเลยฟังคำอธิบายได้แบบสบายๆ ถ้าใครพกหูฟังดีๆ ไปเที่ยวด้วย ผมแนะนำให้หยิบติดตัวมาใช้เลยครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหูฟังที่เขาให้มามันคุณภาพไม่ค่อยดีหรือเปล่า เสียงบรรยายเลยมีอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่องบ้างเป็นพักๆ ในถ้ำมีค้างคาวเยอะมากๆ ถึงมันจะไม่ได้บินมาเกาะบนหัวเรา แต่มันก็ขี้ใส่หัวเราได้นะ เวลาเรือแล่นผ่านไปเงียบๆ เราจะได้ยินเสียงขี้ค้างคาวร่วงลงน้ำดัง 'ปุ๋ม~ ปุ๋ม~' และถ้าคุณโชคดีมากๆ (?) ก็อาจจะโดนขี้ค้างคาวตกใส่ตัวได้ เรื่องหินงอกหินย้อยนี่ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับที่นี่ มีหินงอกขนาดใหญ่เบิ้มรูปร่างเหมือนพระเยซูและอื่นๆ อีกมากมาย จนเขาเอามาใช้เป็นจุดสังเกตบอกทางกันเลย หลายคนอาจจะสงสัยว่าการสำรวจถ้ำมันสนุกตรงไหน แต่สมกับที่เป็นถ้ำระดับมรดกโลกของยูเนสโก เพราะพอดูไปเรื่อยๆ คุณจะเผลออ้าปากค้างด้วยความทึ่งแบบไม่รู้ตัว มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกแปลกใหม่ แต่มันน่าอัศจรรย์ใจจนผมแอบคิดว่า ถึงมันจะไม่ใช่ของประเทศเรา แต่ก็อยากให้เขาอนุรักษ์มันไว้ดีๆ ต้องลองไปดูให้ได้สักครั้งนะครับ





