slothis · ไทย

ร้านปูหิมะ Terrace J คังนึง: คุ้มค่าทั้งรสชาติและวิว

2017-12-31 · อัปเดต: 2026-08-11 · ต้นฉบับ (ภาษาเกาหลี)

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเกาหลีโดยใช้ AI ช่วย อ่านต้นฉบับภาษาเกาหลี →

พอมีรถไฟ KTX ไปถึงเมืองคังนึง (Gangneung) ฉันเลยชวนแม่ว่า 'ไปเที่ยวคังนึงกันไหม?' พอไปถึงปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำหลังจากเช่ารถก็คือการหาร้านอาหาร ร้อยวันพันปีแม่ไม่ค่อยจะหาร้านเอง แต่วันนี้แม่เสิร์ชเจอร้าน 'Terrace J' (เทอร์เรซ เจ) ซึ่งเป็นร้านที่ฉันจะมารีวิวในวันนี้ค่ะ ตอนที่แอบไปดูรีวิวบล็อกอื่นมา เห็นว่าราคาแอบสูงกว่าร้านทั่วไปอยู่เหมือนกัน แถมบ้านเราก็กินน้อย เลยแอบกังวลว่าจะกินกันคุ้มไหม แต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว เลยคิดว่า 'เอาวะ ลองดู!' แล้วก็ขับรถเช่าตรงดิ่งไปเลย

กว่าจะมาถึงร้านก็ปาไปบ่ายสองครึ่ง กลายเป็นมื้อเที่ยงที่เลทมากเพราะมัวแต่รอเวลารถไฟ อาจจะเพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นเลยไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า (ดูเหมือนว่าตอนนี้ทางร้านจะไม่รับจองสำหรับกลุ่มที่ต่ำกว่า 10 คนแล้ว) แต่คุณลุงคนขับแท็กซี่แถวนี้บอกว่า ตั้งแต่มี KTX คนก็มาเที่ยวคังนึงเยอะขึ้นตั้งสามเท่า ดังนั้นถึงจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นก็อาจจะต้องรอคิวก็ได้นะคะ ข้อควรระวังคือร้านนี้มีช่วงพักเบรก (Break time) เหมือนร้านในโซลเลย แนะนำให้เช็กเวลาแล้วเลี่ยงช่วงนั้นจะดีกว่าค่ะ

อาคารคอนกรีตทันสมัย 2 ชั้นซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล
ภายนอกร้านไม่ได้ดูหรูหราเหมือนร้านอาหารในโรงแรม แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนร้านอาหารตามสั่งทั่วไป
ป้ายร้านอาหารจูมุนจิน เทอร์เรซเจ ตั้งอยู่ริมถนนเลียบชายฝั่ง
ทางเข้าร้านอาหารที่ต้องข้ามสะพานไม้ซึ่งทอดข้ามน้ำตื้น
ทางเข้าที่ต้องเดินข้ามบ่อน้ำจำลอง
สระบัวจำลองตื้นๆ ใต้อาคารและอ่างกลมที่มีใบบัวลอยอยู่
สงสัยอากาศจะหนาวเกินไปเลยไม่มีปลาว่ายอยู่เลยสักตัว น้ำแอบมีน้ำแข็งเกาะด้วยซ้ำ เขาคงย้ายปลาไปไว้ที่อื่นแล้วล่ะมั้ง
แปลงต้นไผ่ลำเล็กยาวที่ปลูกไว้หน้าหน้าต่างกระจกด้านในร้าน
ต้นไผ่ใบดกที่ปลูกอยู่หน้าหน้าต่างกระจก
ตอนแรกนึกว่าต้นไผ่ธรรมดา แต่แม่บอกว่าไผ่สีดำแบบนี้เรียกว่า 'โอจุก' (Ojuk) เป็นไผ่ที่มีชื่อเสียงของที่นี่
ตู้เก็บของไม้และอ่างล้างหน้าในห้องน้ำที่มองเห็นทะเลนอกหน้าต่าง
พอเดินเข้ามาปุ๊บก็ปวดท้องปั๊บ เลยพุ่งตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนเลย ห้องน้ำสะอาดมากค่ะ
กระถางต้นไม้และโคมไฟสี่เหลี่ยมบนชั้นวางไม้ที่ติดตั้งบนผนังคอนกรีตเปลือย
กรอบรูปสมุดเยี่ยมที่แขกของร้านอาหารเขียนไว้ และน้ำเต้าเล็กๆ สองลูกวางอยู่ด้านหน้า
ภายในร้านอาหารมีภาพวาดดอกบัวแขวนบนผนังคอนกรีตและราวกันตกเหล็ก
บันไดภายในร้านอาหารโครงสร้างสองชั้นที่มีผนังคอนกรีตและราวกันตกเหล็ก
ส่วนตัวคิดว่ามุมนี้เป็นมุมที่สวยที่สุดในร้านเลย
โต๊ะริมหน้าต่างในร้านอาหารที่มองเห็นทะเลและหาดทรายผ่านกระจกบานใหญ่
กระจกหน้าต่างอาจจะดูมัวๆ ไปหน่อยเพราะเพิ่งผ่านฝนตกมา แต่ได้ฟีลลิ่งนั่งกินปลาดิบไปชมวิวทะเลไปแบบเต็มๆ

ไม่แน่ใจว่าพนักงานที่นี่เป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ หรือแค่เรียกกันว่า 'แม่, พ่อ' เฉยๆ แต่สัมผัสได้ถึงความสนิทสนมกลมเกลียวกันของคนที่ทำงานที่นี่ เดาว่าน่าจะเป็นร้านที่บริหารกันเองในครอบครัวค่ะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ร้านอาหารครอบครัวส่วนใหญ่มักจะใช้ตึกเก่าๆ หรือไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการตกแต่งภายในเท่าไหร่ แต่ร้านนี้พิเศษกว่าที่อื่นจริงๆ

อย่างแรกเลยคือ เว็บไซต์ของร้านดูหรูหราเหมือนลงทุนทำมาอย่างดี ตอนแรกที่เห็นแค่ในเว็บ ฉันนึกว่าเป็นร้านอาหารระดับโรงแรมด้วยซ้ำ พอเก็บความสงสัยไว้แล้วมาถึงที่ร้าน ก็พบว่าตัวอาคารสวยงามเหมือนจ้างสถาปนิกมาออกแบบเลย ตั้งแต่ทางเข้าที่ต้องเดินข้ามบ่อน้ำจำลองเล็กๆ อ่างล้างหน้าในห้องน้ำที่ดีไซน์ไม่ธรรมดา ไปจนถึงบันไดวนที่เดินขึ้นมาแล้วเจอตัวร้าน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวที่ขายแค่วิวสวยๆ เท่านั้น ตั้งแต่ไปกินร้านอาหารครอบครัวมา ฉันเพิ่งเคยเจอร้านที่ตกแต่งภายในได้คุณภาพสูงขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะ

ครัวแบบเปิดที่ตกแต่งด้วยระแนงไม้และโคมไฟสี่เหลี่ยมที่ห้อยลงมาจากเพดาน
โต๊ะที่จัดเต็มไปด้วยเครื่องเคียงหลายอย่าง เช่น สลัด ยำทะเลเย็น และคอร์นชีส
เครื่องเคียงพวกนี้ขอเพิ่มได้นะคะ
ยำทะเลเย็นประกอบด้วยกุ้ง หอย และต้นอ่อนหัวไชเท้าในซอสถั่วเหลือง
ยำปลาดิบ (ฮเวมูชิม) ที่ราดด้วยซอสโคชูจังและงาคั่วบนผัก ปลาดิบ และสาหร่ายแผ่น
โจ๊กหอยเป๋าฮื้อโรยงาดำและซุปสาหร่าย (มียอกกุก) อย่างละถ้วย
แอบเบะปากนิดหน่อยตอนเห็นโจ๊กเป๋าฮื้อที่ไม่มีเนื้อเป๋าฮื้อเลย แต่ซุปสาหร่ายอร่อยใช้ได้ค่ะ ไม่ใช่ซุปสาหร่ายเหม็นคาวกลิ่นทะเลแบบที่ฉันไม่ชอบ
กุ้งและเห็ดย่างบนกระทะเหล็ก และเต้าหู้ย่างราดซอสวางอยู่บนจาน
กุ้งและเห็ดกำลังถูกย่างอยู่บนกระทะเหล็กร้อน
ปลาย่างหนึ่งตัววางอยู่บนจานวงรีที่มีลวดลาย
ปลาคินทาโร่ (Kintaro - ปลาหินแดง) ย่าง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าคือปลาอะไร แต่โชคดีที่มากับ 'เชฟคิม' ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เลยได้รู้ส่วนผสมทุกอย่างเลย ขอบอกว่าปลาคินทาโร่ไม่มีกลิ่นคาว เอามาย่างกินแล้วอร่อยมากค่ะ
แพนเค้กกิมจิ (กิมจิจอน) ทอดจนเป็นสีเหลืองทองวางอยู่ในจานสี่เหลี่ยมมีลวดลาย
ซูชิปลาเนื้อขาวสองชิ้นและข้าวห่อไข่ปลาแซลมอนบนผักกาดแก้วสองชิ้นบนจานสี่เหลี่ยมสีดำ
ซาชิมิปลาเนื้อขาวจัดเรียงอย่างสวยงามบนจานสีน้ำเงิน
ที่แผ่ๆ อยู่ฝั่งซ้ายคือปลาตาเดียว (광어) ส่วนที่กองๆ กันอยู่ ซ้ายคือปลาตาเดียวลาย (도다리) และสองแถวขวาคือปลาเก๋า (우럭) ขนาดฉันเป็นคนไม่ค่อยชอบกินปลาดิบนะ แต่จานนี้มีเสน่ห์แปลกๆ ที่ทำให้คีบกินไม่หยุดเลย ตอนแรกนึกว่าจะหั่นมาแบบหยาบๆ แต่เขาแล่มาบางเฉียบจนมองทะลุเห็นจานเลย ประทับใจมากค่ะ
ปูหิมะนึ่งและมันปูในกระดองวางอยู่บนจาน
และแล้วไฮไลท์ของวันนี้ก็มาถึง ปูหิมะเกาหลีที่ใช้เวลานึ่งนานจนต้องรอพักใหญ่ ที่เห็นขาปูหายไป เพราะแม่มือไวหยิบไปกินก่อนที่ฉันจะถ่ายรูปนั่นเอง...
ขาปูหิมะสีแดงสุกและมันปูในกระดองจัดวางอย่างอุดมสมบูรณ์บนจานใหญ่
ขาปูหิมะที่แกะเปลือกออกครึ่งหนึ่งในมือเผยให้เห็นเนื้อปูสีขาวอัดแน่นอยู่ข้างใน
แน่นอนว่าทางร้านแกะมาให้กินง่ายๆ เนื้อปูเด้งสู้ฟัน อร่อยมากๆ ค่ะ เขาบอกว่าถ้าปล่อยปูหิมะไว้นานๆ มันจะเครียดแล้วเนื้อจะหด ปูหิมะเลยเป็นอาหารที่ควรมากินถึงถิ่น และเนื้อก็แน่นกว่าที่โซลจริงๆ ด้วย ส่วนตัวฉันแอบคิดนะว่า ไม่ว่าจะโซล คังนึง หรือส่งมาจากรัสเซีย ระหว่างทางเนื้อก็น่าจะหดไปบ้างแหละ แต่พอเห็นขาปูเนื้อแน่นๆ ตรงหน้าก็เถียงไม่ออกเลยค่ะ
กุ้งเทมปุระในถ้วยใบเล็ก
สตูว์ปลาต้มยำรสเผ็ด (แมอุนทัง) น้ำซุปสีแดงกำลังเดือดอยู่ในหม้อ
เมนูที่อร่อยรองลงมาจากปูหิมะก็คือ แมอุนทัง (ซุปปลาเผ็ดเกาหลี) เวลาเลือกร้านปลาดิบ บ้านเรามีจุดสังเกตอยู่อย่างนึงค่ะ คือถ้าร้านไหนมีเครื่องเคียงเยอะๆ เราจะคิดไว้ก่อนว่าร้านนั้นทำอาหารไม่ค่อยอร่อย เพราะมันยากที่จะทำทุกอย่างให้ออกมาดี ร้านนี้มีเครื่องเคียงแค่กิมจิไม่กี่อย่าง ซึ่งตรงสเปกบ้านเราเป๊ะเลย และซุปแมอุนทังที่เสิร์ฟมาก็อร่อยสมความคาดหวังจริงๆ ตอนที่นั่งรออาหารอยู่พักใหญ่ ฉันเห็นคุณตาโต๊ะข้างหน้าเมาแอ๋จนลูกหลานต้องพยุงออกไป พอได้ชิมซุปหม้อนี้ก็เข้าใจเหตุผลเลยค่ะ รสชาติมันกลมกล่อมเข้มข้นมาก ถ้าไม่ได้ขับรถมานะ โซจูขวดนึงต้องมีไหลลงคอแน่นอน
ทะเลสีครามที่มีคลื่นซัดเบาๆ เลยหาดทรายออกไป

เรานั่งโต๊ะริมหน้าต่างที่มองเห็นวิวทะเลชัดเจน และสั่งเซ็ตปูหิมะไปค่ะ ปูในประเทศน้ำหนักจะเบากว่าเลยราคาถูกกว่านิดหน่อย ส่วนปูรัสเซียเนื้อจะแน่นกว่าเลยแพงกว่า (ราคาต่อกิโลกรัมเท่ากัน แต่ปูรัสเซียตัวหนักกว่าเลยแพงกว่าค่ะ) ขนาดเราสั่งปูในประเทศ บิลยังออกมาตั้ง 180,000 KRW (สำหรับคอร์สอาหาร) ซึ่งเป็นราคาที่แอบแรงสำหรับ 2 คน แต่พอกินเสร็จก็รู้สึกว่า 'อืม ราคานี้ก็สมเหตุสมผลนะ' ตอนแรกกะจะจัดให้เป็น 'ร้านที่ราคาแรงจนไม่กล้าแนะนำ' แต่คิดไปคิดมา วัตถุดิบอย่างปูหิมะมันก็ราคาเริ่มต้นสูงอยู่แล้ว ไปกินร้านอื่นราคาก็น่าจะพอๆ กัน ไหนๆ จะต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อกินปูหิมะทั้งที แนะนำให้มาร้านที่ทำอาหารอร่อยๆ แบบร้านนี้ไปเลยน่าจะดีกว่าค่ะ (ถ้าสั่งแค่ปูหิมะอย่างเดียว จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 100,000 KRW ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ นะคะ)

น่าจะเพิ่งรีโนเวทมาได้ไม่นาน ร้านเล็กๆ แบบนี้ยังพยายามใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์เลย สุดยอดจริงๆ ค่ะ



#ร้านอร่อยคังนึง #ร้านปลาดิบจูมุนจิน #ร้านอร่อยจูมุนจิน #ร้านปูหิมะอร่อย #ปูหิมะจูมุนจิน #KTXคังนึง #ร้านตกแต่งสวย #ร้านตกแต่งสวยคังนึง