เที่ยวเมืองกาญจน์ช่วงสงกรานต์กับเพื่อนคนไทย
กลับมาไทยอีกครั้ง
3 ปีก่อน ผมบังเอิญทำโทรศัพท์หายที่เชียงใหม่และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ทำให้ผมได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ถึงแม้จะยังมีอีกหลายที่ที่อยากไปก็เถอะ เก๋ (Kae), กุ้ง (Kung) และเล็ก (Lek) บอกว่าจะไปเที่ยวเที่ยวกาญจนบุรีช่วงสงกรานต์นี้ บังเอิญว่าผมลางานช่วงนั้นได้พอดีเลยตกลงไปเที่ยวด้วยกัน เอาจริงๆ ตอนแรกผมคิดหนักมากว่าจะไปดีไหม เหตุผลก็คือ...
- อย่างแรกเลยคือ แก๊งนี้มีแต่ผู้หญิง น่าเสียดายที่ไม่ใช่เหตุผลชวนใจเต้นแบบที่ผมแอบหวังไว้หรอกนะ แต่ผมกังวลว่าวัฒนธรรมไทยจะมองยังไงที่ผู้ชายมาเที่ยวกับกลุ่มผู้หญิง ถ้าเป็นยุโรปคงตอบตกลงแบบไม่คิดมาก แต่ถ้าเป็นอาหรับหรืออินเดีย ครอบครัวพวกเธออาจจะตามมาฆ่าผมก็ได้ ผมไม่รู้เลยว่าที่ไทยโอเคกับเรื่องนี้ระดับไหน เลยคิดหนักมาก
- ต่อมาคือเรื่องเงิน เอาจริงๆ นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมลังเลตอนจะซื้อตั๋วเครื่องบิน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเงินไม่พอแบบที่คนทั่วไปเจอกันหรอกนะ แต่จากทริปที่แล้ว ผมรู้เลยว่าถ้าผมมาเที่ยวด้วย พวกเธอจะไม่ยอมให้ผมจ่ายเงินสักบาทแน่ๆ ทั้งค่าที่พัก ค่าเดินทาง หรือแม้แต่ค่ากิน การติดหนี้บุญคุณครั้งเดียวก็น่าจะพอแล้ว นิสัยผมยอมให้ตัวเองเป็นภาระคนอื่นถึงสองครั้งไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากคิดหนักกับสองเรื่องนี้ เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผมตัดสินใจมาก็คือ ผมอยากรู้มากว่าช่วงสงกรานต์ที่ไทยเขาทำอะไรกัน (จริงๆ คืออยากเล่นน้ำมาก...) แถมเพื่อนๆ ยังช่วยยืนยันให้สบายใจว่า ครอบครัวพวกเธอไม่ตามมาฆ่าผมแน่นอน ส่วนเรื่องเงินที่กังวลที่สุด ผมก็แก้ปัญหาด้วยการซื้อเครื่องสำอาง โสมแดงเกาหลี (CheongKwanJang) และ โซจูกับสตรอว์เบอร์รี ที่พวกเธอสั่งเด็ดขาดว่าถ้าไม่ซื้อมาก็ให้บินกลับไปเลย มาเป็นของฝาก

สนามบินสุวรรณภูมิ

ตอนเดินทางมา ผมแอบกังวลว่าจะแพนิกถ้านึกวิธีขึ้นรถไฟฟ้าไม่ออก แต่โชคดีที่ผมไม่ได้ความจำสั้นขนาดนั้น กลับกลายเป็นว่าพอมาครั้งที่สองก็รู้สึกชิลขึ้นเยอะ ผมเดินไปซื้อตั๋วที่ตู้แบบมั่นใจ แอบรู้สึกเหนือกว่านิดๆ ตอนเห็นแบ็กแพ็กเกอร์คนอื่นยืนงงหน้าตู้ขายตั๋วเหมือนผมเมื่อก่อน ผมเพลิดเพลินกับวิวคุ้นตาบนรถไฟฟ้าขณะเดินทางไปจุดนัดพบกับเพื่อนๆ


ออกเดินทาง
ผมมารอที่ KFC แถวสถานีอ่อนนุช ซึ่งเป็นจุดนัดพบประจำเพราะบริษัทเพื่อนอยู่แถวนี้ รอสักพักก็เห็นหน้าคุ้นเคย พอผมกำลังจะทักทายด้วยความดีใจ พวกเธอกลับบอกให้รีบขึ้นรถ พร้อมกับคำถามว่า "Are you hungry?" แล้วก็ไล่ให้ขึ้นรถทันที... ใครมาเห็นคงนึกว่าผมโดนลักพาตัวไปลงเรือจับปลาแน่ๆ นี่จะไม่มีการทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันหน่อยเหรอ???
หลังจากขึ้นรถมาแบบงงๆ เหมือนโดนลักพาตัว ผมก็นั่งตาปริบๆ โดยไม่รู้เลยว่าจุดหมายคือที่ไหนและต้องใช้เวลาเดินทางนานเท่าไหร่ ปกติผมนั่งรถทีไรก็หลับง่ายอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับความเหนื่อย ผมเลยสลบเหมือดไปสามสี่ชั่วโมง ที่น่าตกใจคือตอนตื่นมา รถก็ยังวิ่งอยู่โดยที่ยังไม่ได้กินข้าวกันเลย นอกจากแวะเติมน้ำมันและซื้อกาแฟสตาร์บัคส์คนละแก้ว พวกเธอก็คุยภาษาไทยกันเองแล้วก็ขับรถไปเรื่อยๆ~~
แล้วจู่ๆ รถก็เลี้ยวขวับผ่านป้ายเข้าไปในที่ที่ผมไม่รู้จัก เห็นแค่คำลงท้ายว่า 'RESORT' แล้วก็จอดรถ ขนาดผมนั่งหลับมาตลอดยังเหนื่อย แต่กุ้งที่ขับรถมานานขนาดนั้นดูหมดสภาพเหมือนคนโดนสูบวิญญาณไปเลย ผมยังอยู่ในอาการมึนๆ จนกระทั่งเดินเข้าไปดูห้องถึงได้ตาสว่าง ห้องที่เราอุตส่าห์เดินทางมาอย่างยากลำบากนี้เป็นแพริมน้ำ พอเปิดประตูออกไปก็เจอกับแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ บรรยากาศดีมาก ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนได้มาเที่ยวจริงๆ สักที

มื้อเย็น
ว่าแต่ ผมได้นอนห้องนี้คนเดียว ส่วนพวกเธอนอนเบียดกัน 4 คนในห้องข้างๆ ที่ขนาดเท่ากัน รู้สึกเกรงใจมากเลย กำลังคิดว่า 'นี่เรามาเป็นภาระอีกแล้วสินะ...' และรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่ก่อนกินข้าว พวกเธอก็ทวงของฝากทันที พร้อมตะโกนว่า "STRAWBERRY!!!" แล้วก็หยิบสตรอว์เบอร์รีมากินกันทั้งที่ยังไม่ได้ล้าง สี่คนฟาดเรียบอย่างรวดเร็ว ผมล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่อยู่ในประเทศที่มีผลไม้เยอะแยะและได้กินผลไม้หลากหลายทุกวัน ถึงได้คลั่งไคล้สตรอว์เบอร์รีกันขนาดนี้ เอาเป็นว่าหลังจากกินมื้อนั้น (ที่ไม่รู้ว่าเป็นออเดิร์ฟหรือมื้อเย็น) จนอิ่มแปล้ อาหารเย็นของจริงก็มาเสิร์ฟตอนเกือบสี่ทุ่ม ในที่สุดก็ได้กินข้าวข้าวมื้อแรกของวันสักที






เพราะหิวโซจากการกินแค่กาแฟแก้วเดียวมาทั้งวัน พอได้กินอะไรก็อร่อยไปหมด ผมเอาโซจูที่เตรียมมาจากเกาหลีมาผสมเบียร์ดื่ม สร้างบรรยากาศเหมือนงานเลี้ยงบริษัท ถึงได้รู้สึกว่ามาเที่ยวจริงๆ พอเริ่มกรึ่มๆ เราก็อัปเดตชีวิตกันด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ถามไถ่ว่าช่วงรัฐประหารปีที่แล้วเป็นยังไงบ้าง อยู่เกาหลีดีไหม คุยกันแป๊บเดียวก็ถึงเวลานอนแล้ว พอนึกย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ทำโทรศัพท์หายจนได้มาเที่ยวด้วยกันถึงที่นี่ ก็รู้สึกทึ่งกับโชคชะตาจริงๆ เอาเป็นว่า ทริปกาญจนบุรีกับมิตรภาพสุดมหัศจรรย์นี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!