รีวิว Won Daegutang ร้านซุปปลาค็อด 40 ปีในโซล
ดูจากบรรยากาศช่วงนี้แล้ว โควิดน่าจะใกล้จบลงแล้วจริงๆ พอคนฉีดวัคซีนกันมากขึ้น ก็เลยเริ่มมีโอกาสได้ออกไปดื่มโซจูกับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอกันมานานช่วงโควิด หลังจากที่ก่อนหน้านี้พยายามเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อครอบครัว วันนี้ก็เลยตั้งใจจะหาร้านดีๆ สักหน่อยสำหรับนัดดื่มโซจูกับเพื่อนๆ ในบรรดาร้านที่นึกขึ้นได้ ถ้าพูดถึงย่านยงซาน (Yongsan) ร้าน Won Daegutang (วอนแทกูทัง - ร้านซุปปลาค็อด) คือที่สุดของการดื่มโซจูแล้ว เราก็เลยนัดเจอกันที่นี่ครับ

ร้าน Won Daegutang เดินออกจากสถานี Samgakji (ซัมกักจี) มาแค่ไม่กี่ก้าวก็เจอเลย มองเผินๆ อาจจะคิดว่าเป็นร้านที่เพิ่งมาเปิดตอนมีสถานีรถไฟใต้ดิน แต่จริงๆ แล้วที่นี่เป็นร้านเก่าแก่เจ้าถิ่นที่เปิดมานานกว่า 40 ปีแล้ว แถมยังมีป้ายรับรองการเป็นมรดกแห่งอนาคตของกรุงโซล (Seoul Future Heritage) เหมือนกับร้าน Yurimmyeon (ยูริมมยอน) ด้วย พอเริ่มตามเก็บร้านอร่อยๆ ไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าร้านที่ได้ป้ายมรดกแห่งอนาคตของกรุงโซลนั้นดูน่าเชื่อถือกว่ามิชลินซะอีก ถ้าใครกำลังวางแผนมาเที่ยวโซลและมองหาร้านอาหาร ผมแนะนำให้ลองค้นหาคำว่า Seoul Future Heritage ดูครับ รับรองว่าจะเจอร้านเก่าแก่ชื่อดังของโซลขึ้นมาเพียบเลย

ช่วงก่อนโควิด ถึงร้านจะรีโนเวทแล้วแต่คนก็ยังแน่นขนัดเต็มพื้นที่กว้างๆ ของร้านตลอด การรอคิว 30 นาทีถือเป็นเรื่องปกติ แต่คงเป็นเพราะผลกระทบจากโควิด วันนี้เราเลยเดินเข้าไปได้แบบไม่ต้องรอคิวเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนน้อยนะครับ เพราะเหลือที่นั่งแค่หนึ่งหรือสองโต๊ะเท่านั้น ดังนั้นถ้าจะไปก็เผื่อใจไว้หน่อยว่าอาจจะต้องรอคิว หรือถ้าไม่มีเวลารอจริงๆ ผมแนะนำให้ไปร้านซุปปลาค็อดร้านอื่นใกล้ๆ แทน (Won Daegutang แค่ดังที่สุดเฉยๆ ร้านรอบๆ ก็รสชาติใช้ได้เหมือนกันครับ)
ราคาอยู่ที่ 12,000 KRW ต่อคน และโซจู 4,000 KRW ซึ่งถือว่าเป็นราคาปกติค่อนไปทางถูกสำหรับค่าครองชีพในโซล ในยุคที่เซ็ตทงคัตสึราคาเกือบ 2 หมื่นวอน การจ่ายแค่ประมาณ 2 หมื่นวอนแล้วได้เมาปลิ้น สำหรับผมถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากครับ
ความพิเศษของร้านนี้คือเขามีวิธีทำและลำดับการกินเฉพาะตัว วิธีทำก็คือ "ปล่อยมันไว้เฉยๆ" ครับ เวลาไปกินข้าวบางคนชอบอยู่ไม่สุข ต้องคอยเปิดฝาหรือคนหม้อตลอดเวลา แต่ถ้าทำแบบนั้นที่ร้านนี้ มีหวังโดนคุณป้าพนักงานหน้าดุๆ ดุเอาแน่ๆ ส่วนลำดับการกินคือ เริ่มจากมินาริ (ผักชีล้อม), ถั่วงอก, เนื้อปลาค็อด และปิดท้ายด้วยเครื่องใน โดยเฉพาะตอนเริ่มกินมินาริ กลิ่นมันหอมเตะจมูกมาก แค่กินมินาริอย่างเดียวโซจูก็หมดไปแล้วหนึ่งขวดครับ



ระหว่างที่ซุปปลาค็อดกำลังเดือดปุดๆ เราก็ต้องมาปรุงซอสซีอิ๊วสำหรับจิ้มกันก่อน สูตรของแต่ละคนอาจจะต่างกันไป แต่สำหรับผม ผมจะบีบซีอิ๊วลงไปสัก 5-6 ปื้ดให้ท่วมๆ บีบน้ำส้มสายชู 1 ปื้ด และมัสตาร์ดอีก 2 ปื้ดเน้นๆ ให้ได้รสชาติมัสตาร์ดแรงๆ ส่วนพริกไทยก็ไม่ใช่แค่เหยาะๆ นะครับ แต่เทพรวดๆ ลงไปให้เวลาจิ้มแล้วมีพริกไทยติดขึ้นมาด้วย แน่นอนว่านี่คือสูตรของผมเอง ทุกคนสามารถปรับรสชาติได้ตามความชอบเลยครับ



ในที่สุดพอหม้อเริ่มเดือดปุดๆ คุณป้าพนักงานก็ปรากฏตัวครับ ป้าจะมาช่วยคนเครื่องปรุงให้เข้ากัน แล้วบอกให้รอประมาณ 1 นาทีถึงจะเริ่มกินมินาริได้ พอถึงเวลาเราก็ลุยเลยครับ อย่างที่บอกไปว่ากลิ่นมินาริหอมมาก แค่กินคู่กับน้ำซุป โซจูก็หายวับไปอีกขวด จากนั้นก็คีบถั่วงอกที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ขึ้นมากินคู่กับมินาริ จังหวะนี้ต้องระวังอย่ารีบดื่มจนเมาไปซะก่อนนะครับ เพราะความอร่อยที่แท้จริงของร้านนี้คือการคีบทั้งมินาริ ถั่วงอก เนื้อปลาค็อด และน้ำซุปใสเข้าปากพร้อมกันเพื่อสัมผัสรสชาติแบบสี่ประสาน การคุมจังหวะการดื่มจึงสำคัญมาก แต่ก็นั่นแหละครับ ด้วยความที่มันเพลินมาก พอถึงตอนที่ได้กินเนื้อปลาค็อด คนคออ่อนอย่างผมก็เริ่มจะเมาแอ๋ซะแล้ว




เห็นสีแดงๆ แบบนี้ดูเหมือนจะเผ็ดมาก แต่จริงๆ แล้วไม่เลยครับ คนเกาหลีกินได้สบายๆ ถ้ากินแค่เนื้อปลาค็อดอย่างเดียวรสชาติจะค่อนข้างจืด เลยต้องกินคู่กับน้ำซุปที่เผ็ดนิดๆ และซอสจิ้ม ทั้งเนื้อปลาและท่ออสุจิปลาพอกินคู่กับผักแล้วมันอร่อยจนบรรยายไม่ถูกเลยครับ ไฮไลท์เด็ดจริงๆ คือข้าวผัดปิดท้าย แต่วันนั้นพวกเรามัวแต่คุยกันเพลินจนเกือบจะถึง 4 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาเคอร์ฟิวของศตวรรษที่ 21 ก็เลยอดกิน ข้าวผัดคือทีเด็ดของร้านนี้จริงๆ ถ้ามาต้องห้ามพลาดนะครับ
แต่ผมไม่แนะนำให้มากินที่ร้าน Won Daegutang ตอนมื้อเที่ยงนะครับ แค่คิดว่าจะต้องกินเมนูนี้ตอนกลางวันโดยไม่มีโซจู... อา... แค่คิดก็ทรมานแล้วครับ ไม่แนะนำเด็ดขาด

ถ้าไปดูรีวิว จะเห็นว่ามีคำวิจารณ์แง่ลบเรื่องความสะอาดและการบริการเยอะเหมือนกัน สำหรับผมคิดว่าหลังรีโนเวทก็ดูดีขึ้นเยอะแล้วนะ แต่คงยังไม่พอ บางทีก็ยังมีพริกป่นติดอยู่ที่ช้อนตะเกียบอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่เป็นร้านเก่าแก่ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีอายุหน่อย เลยมักจะแค่เอาน้ำล้างๆ เช็ดๆ แล้วก็ปล่อยผ่านไป ส่วนเรื่องบริการ ลูกค้าประจำก็ชินกันแล้วล่ะครับ ด้วยความที่เป็นร้านดัง คนที่คาดหวังสูงพอมาเจออาจจะรู้สึกผิดหวังได้ แน่นอนว่าที่นี่ไม่ได้มีความเป็นมิตรหรือสะอาดเนี้ยบแบบร้านอาหารทั่วไป แต่ก็เพราะความดิบๆ แบบนี้นี่แหละครับที่ทำให้ดื่มโซจูได้ลื่นคอสุดๆ