slothis · ไทย

Sushi Hyo ชองดัม: ร้านซูชิมิชลินเพลทสุดหรูในคังนัม

2017-11-19 · อัปเดต: 2026-08-11 · ต้นฉบับ (ภาษาเกาหลี)

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเกาหลีโดยใช้ AI ช่วย อ่านต้นฉบับภาษาเกาหลี →

วันนี้เป็นวันดีของผม เลยตั้งใจจะพาครอบครัวไปทานอาหารในที่ที่ไม่ค่อยได้ไปครับ คิดอยู่ว่าจะไปไหนดี แต่เพราะคุณแม่ชอบทานปลาดิบก็เลยเลือกร้านซูชิ ร้านนี้เป็นร้านที่บล็อกและนิตยสารต่างๆ ยกย่องว่ามีมาตรฐานสูงสุดแห่งหนึ่งเลย ชื่อร้านคือ 'Sushi Hyo' (ซูชิฮโย) พอมีคำว่า 'ฮโย' (ที่แปลว่าความกตัญญู) อยู่ในชื่อ ในฐานะคนเลี้ยงก็เลยขับรถพาครอบครัวไปทานได้อย่างชื่นมื่นครับ ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าร้านจะอยู่หลังโรงเรียนมัธยมปลายที่ผมเคยเรียน

Sushi Hyo ดังมากจนได้รับเลือกในมิชลินไกด์ด้วย (ไม่ได้ดาวแต่ได้รางวัล Michelin Plate) โดยเฉพาะเชฟอันฮโยจู (Ahn Hyo-joo) หัวหน้าเชฟของที่นี่ มักจะถูกพูดถึงเสมอในบทความที่เขียนเกี่ยวกับร้าน มีคนบรรยายถึงเชฟไว้หลากหลายมาก ตั้งแต่เปรียบเทียบเป็นยอดฝีมือในนิยายกำลังภายในเกรดบี ไปจนถึงการวิจารณ์รสชาติอย่างจริงจัง (แถมยังเคยปรากฏตัวในมังงะเรื่อง 'ไอ้หนูซูชิ' ด้วย) หลายคนเลยเลือกสั่งโอมากาเสะและนั่งหน้าเคาน์เตอร์เพื่อลิ้มรสฝีมือของเชฟท่านนี้ แต่ว่าวันนี้เป็นงานฉลอง ผมเลยสั่งเป็นอาหารคอร์สแทนครับ

ราคาของ Sushi Hyo ก็โหดสมชื่อเสียงเลยครับ เมนูอาหารดูเรียบง่ายมาก มีแค่คอร์สซูชิกับคอร์สซาซิมิ ส่วนเมนูเครื่องดื่มก็มีสาเกให้เลือกเพียบ แต่วันนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมเลือกคอร์สซาซิมิ B สำหรับมื้อค่ำแบบไม่มีแอลกอฮอล์ครับ เสียดายที่ต้องขับรถเลยต้องงดเหล้าไปก่อน เหตุผลที่สั่งคอร์สซาซิมิแทนที่จะเป็นซูชิก็เพราะคุณแม่ชอบซาซิมิครับ ถ้าถามว่าแล้วทำไมไม่ไปร้านซาซิมิแต่แรก จะมาร้านซูชิทำไม ผมคงต้องตอบว่า 'ขอโทษครับ คิดไม่ถึงจริงๆ แอบเขินเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ' ส่วนเมนูสามารถกดดูที่ลิงก์ด้านล่างได้เลยครับ

เมนูร้าน Sushi Hyo สาขาชองดัม

ป้ายร้านซูชิฮโย (Sushi Hyo) ที่มีแสงไฟส่องสว่างในยามค่ำคืน
พอจอดรถหน้าร้าน พนักงานรับรถ (Valet) ก็จะมาจัดการให้ทันทีครับ
ทัศนียภาพภายนอกยามค่ำคืนของร้านซูชิฮโยที่มีสวนขนาดเล็กปลูกต้นสนและประตูกระจก
ทางเดินภายในร้านอาหารที่มีตู้เก็บรองเท้าและประตูบานเลื่อน
การตกแต่งภายในที่ได้รับระดับ 'นั่งสบาย' (ระดับ 2) จากมิชลิน
ผักสด เครื่องเคียงดอง ซัมจัง (น้ำจิ้มเกาหลี) และจานแบ่งที่ว่างเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ
พอสั่งอาหารเสร็จ ก็จะมีเครื่องเคียง (สึคิดาชิ) มาเสิร์ฟให้ตามภาพเลยครับ ผมหิวมากก็เลยเคี้ยวพริกกับกะหล่ำปลีเล่นไปเรื่อยๆ เราน่าจะเป็นลูกค้าโต๊ะแรกเลยมั้งที่ขอเติมผักพวกนี้ จานสีขาวนั่นคือถ้วยน้ำจิ้มโชยุครับ
เมนูปลาที่ตกแต่งด้วยแครอทและต้นหอมในชามสี่เหลี่ยมมีลวดลาย
เมนูแรกเป็นปลาเนื้อขาวต้มซีอิ๊ว เดาว่าน่าจะเป็นปลาคอด (Daegu) อร่อยจนหายวับเข้าไปในปากอย่างรวดเร็วเลยครับ
ซาซิมิหลายชนิดเช่นปลาทูน่าและปลาเนื้อขาวจัดวางอย่างสวยงามบนจานแก้วใส
ซาซิมิที่เสิร์ฟตามมาครับ มีทั้งหอยเป๋าฮื้อ ปลาฮิราเมะ (ปลาตาเดียว) และอื่นๆ ทานอย่างเอร็ดอร่อยทุกอย่างเลย กะว่าจะค่อยๆ ทำความรู้จักไปทีละชิ้นตอนทาน แต่ปัญหาคือดันมาคิดได้ตอนที่กินหมดไปแล้วนี่สิ
ปลาชิ้นหนึ่งย่างพร้อมเลมอนและใบไม้สีเขียววางอยู่บนจานสีขาว
ซูชิสี่คำหน้ากุ้งดิบ ทูน่าเนื้อแดง ทูน่าส่วนมัน และปลาไหลวางเรียงกันบนจานสีขาว
ซูชิ 4 คำจากไอ้หนูซูชิ ต้องขออภัยเชฟคนดังด้วยนะครับ แต่ผมไม่ยักกะสัมผัสได้ถึงความเหนียวนุ่มของเม็ดข้าว ปลาไหลที่ดิ้นพล่านอย่างทรงพลัง หรือความงดงามของกุ้งสดแบบในมังงะ 'ไอ้หนูซูชิ' เลย รู้แค่ว่ามันอร่อยดีครับ ถ้าจะให้เทียบความต่างกับร้านอื่น ผมว่าชิ้นมันเล็กกว่าที่อื่นนิดหน่อย
ข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอนและวาซาบิในชามใบเล็กสีเหลืองพร้อมช้อนสีดำ
ซูชิสี่คำหน้ากุ้ง ทูน่า ปลาไหล และอื่นๆ วางอยู่บนจานลายคลื่น
น้ำซุปใสพร้อมลูกชิ้นปลาสีขาวและชิ้นเห็ดในชามสีเข้ม
กุ้งย่าง เนื้อวัว บรอกโคลี และเห็ดบนกระทะเหล็กสีดำที่วางอยู่บนเตาไม้
ครอบครัวเราเป็นพวกกระเพาะเล็กครับ ตอนนี้ตะเกียบเริ่มขยับช้าลงแล้ว แต่ด้วยสโลแกนในใจผมที่ตะโกนว่า 'รู้ไหมเนี่ยว่ามื้อนี้มันเท่าไหร่!!' เราก็เลยยังคงกินกันต่อไปครับ
กุ้งย่าง เนื้อวัว บรอกโคลี และเห็ดจัดวางในจานกลมสีดำ
เนื้ออร่อยมากจนอยากรู้เลยว่าไปรับเนื้อมาจากไหน
หัวปลาขนาดใหญ่ต้มซีอิ๊วสีเข้มและพริกสีเขียวในจานกลม
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหัวปลาคอดครับ
ซูชิโรลชิ้นหนาที่สอดไส้ไข่ม้วน อะโวคาโด เนื้อปลา และอื่นๆ วางอยู่บนจาน
คิมบับ (ข้าวห่อสาหร่าย) ที่เชฟแถมให้เป็นเซอร์วิสเพราะเห็นว่าพวกเราทานกันอร่อย ขอโทษนะครับ แต่พวกเราอิ่มกันมากแล้ว ㅠㅠ
ซูชิโรลชิ้นใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมต่างๆ เช่น ไข่ อะโวคาโด และกุ้งวางอยู่บนจานสีขาว
แล้วทำไมคิมบับของผมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ...
เมนูซุปใสที่ใส่ปู หอยเชลล์ เห็ด และผักในหม้อสีดำ
นาเบะ (หม้อไฟ) จานสุดท้ายของจริงแล้วครับ ถ้าได้กินแกล้มเหล้าคงค่อยๆ ละเลียดจนหมดไปแล้ว แต่พอไม่มีเหล้าก็เลยกินเร็วมากและอิ่มไวสุดๆ
ไอศกรีมสีม่วงโรยด้วยผงสีเหลืองในชามทองเหลืองพร้อมช้อนที่วางอยู่
ไอศกรีมที่ทำเอาตกใจรอบแรกกับถ้วยทองเหลือง และตกใจอีกรอบตอนที่ได้ชิม วันหลังถ้าได้จัดโต๊ะอาหารด้วยถ้วยชามทองเหลืองสวยๆ แบบนี้บ้างก็คงจะดีนะ

ทานเสร็จแล้วก็ขอเขียนความในใจสักหน่อยละกันครับ... น่าเสียดายที่ผมคิดว่าถ้าไม่ใช่พวกนักชิมตัวยง คงยากที่จะสัมผัสได้ถึงมูลค่าที่แท้จริงของราคานี้ ต่อให้ผมจะเป็นคนเรื่องมากเรื่องของกินแค่ไหน แต่ผมก็ไม่ได้มีลิ้นและกระเป๋าตังค์ที่พร้อมจะยอมรับว่าราคาของร้านนี้เป็นเรื่องปกติ มื้อกลางวันราคา 65,000 KRW ถือว่ายังพอรับได้ (จริงๆ ไม่ได้แปลว่ารับได้หรอกครับ แค่พอดูโอเคเมื่อเทียบกับมื้อค่ำ) แต่มื้อค่ำนี่แพงหูฉี่เลย แถมไม่ได้มีซูชิหรือซาซิมิที่แปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจสมกับความแพงขนาดนั้นด้วยซ้ำ กลับกัน ซูชิที่ร้าน Yeon Susa (ยอนซูซา) ในย่านยังแจ (Yangjae ในโซล) ซึ่งราคาใกล้เคียงกัน (แต่ก็ยังถูกกว่าที่นี่) กลับมีความหลากหลายมากกว่าซะอีก

แต่ถึงจะตัดเรื่องความหลากหลายออกไป ด้วยฝีมือมีดของเชฟชื่อดัง การบริการที่ดีเยี่ยม และภาพลักษณ์ของร้านที่ดูสะอาดสะอ้าน ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากว่าคุณภาพไม่สมราคา เพียงแต่ผมคิดว่าคงมีลูกค้าไม่มากนักที่จะยอมรับราคานี้ได้ และตอนจองผมพลาดเองที่ไม่ได้ย้ำว่าขอห้องส่วนตัว ข้อมูลเลยตกหล่นและต้องมานั่งทานที่โต๊ะด้านนอกแทน ร้านอาหารแพงๆ แบบนี้ ผมแนะนำให้จองห้องส่วนตัวแล้วนั่งทานเงียบๆ จะดีกว่าครับ

นอกจากสาขาชองดัมแล้วก็ยังมีสาขาอื่นด้วย ซึ่งราคาจะถูกกว่าที่นี่นิดหน่อย แต่คะแนนรีวิวก็ลดหลั่นลงมาตามราคาเหมือนกัน แต่ผมเดาว่าต่อให้ไปสาขาพวกนั้น รสชาติก็คงยอดเยี่ยมเกินกว่าที่ลิ้นผมจะแยกแยะออกอยู่ดี ดังนั้นสำหรับคนธรรมดาๆ อย่างผม สาขาอื่นก็คงโอเคแล้วล่ะครับ


#ร้านอร่อย #มิชลิน #ร้านอร่อยแต่ก็แอบลังเลที่จะแนะนำ #ถ้าแนะนำร้านนี้คนคงคิดว่าผมมีตึกหลายหลังแน่ๆ